ดาเนียลบทที่หนึ่งเป็นตัวแทนของข่าวของทูตสวรรค์องค์ที่หนึ่งในวิวรณ์บทที่สิบสี่ เยโฮยาคิมชี้บ่งในเชิงสัญลักษณ์ว่า นั่นคือการเสริมอำนาจแก่ข่าวของทูตสวรรค์องค์ที่หนึ่ง มิใช่การมาถึงของมัน ณ “เวลาแห่งที่สุดปลาย” ผู้เผยพระวจนะทั้งปวงกำลังชี้บ่งถึง “วาระสุดท้าย” ของการพิพากษาไต่สวน ดังนั้น บทนี้จึงเป็นตัวแทนของวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 เมื่อกระบวนการทดสอบของคนหนึ่งแสนสี่หมื่นสี่พันเริ่มต้นขึ้น ในมาลาคีบทที่สาม กระบวนการนั้นได้รับการนำเสนอว่าเป็นกระบวนการชำระให้บริสุทธิ์ เมื่อผู้สื่อสารคนหนึ่งจัดเตรียมทางไว้สำหรับผู้สื่อสารแห่งพันธสัญญาให้เสด็จมายังพระวิหารของพระองค์อย่างฉับพลัน ผู้สื่อสารผู้จัดเตรียมทางนั้น ซึ่งเป็น “สุรเสียง” ที่ร้องอยู่ในถิ่นทุรกันดารด้วยนั้น ก็เป็นบททดสอบเช่นกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการชำระให้บริสุทธิ์ ในมาลาคีบทที่สาม คนหนึ่งแสนสี่หมื่นสี่พันได้รับการแทนด้วยบุตรทั้งหลายของเลวี บุตรทั้งหลายของเลวีเป็นตัวแทนของบรรดาผู้ที่ยืนอยู่ฝ่ายผู้สื่อสารคือโมเสส ในการกบฏเรื่องลูกวัวทองคำ ซึ่งเป็นตัวแทนของรูปสัตว์ร้ายนั้น
การผ่านบททดสอบแห่งรูปสัตว์ร้ายนั้น เป็นภาพประกอบอีกประการหนึ่งตามพระคัมภีร์ของบททดสอบประการที่สองในบรรดาบททดสอบสามประการซึ่งประกอบกันเป็นกระบวนการชำระให้บริสุทธิ์ บรรดาบุตรแห่งเลวีจะต้องผ่านบททดสอบนั้นก่อนที่พวกเขาจะได้รับการประทับตรา
การประทับตราในเอเสเคียล บทที่แปดและเก้า เป็นอีกภาพประกอบหนึ่งของกระบวนการชำระให้สะอาดซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ในบทที่แปด ผู้ที่อยู่ในเยรูซาเล็มซึ่งในที่สุดก็ก้มกราบดวงอาทิตย์ เป็นตัวแทนของสี่ยุคคนรุ่นแห่งลาโอดีเซียแอดเวนติสม์ ในบทที่เก้า บรรดาผู้ที่ได้รับตราประทับกำลังถอนหายใจและร่ำไห้เพราะสิ่งน่าสะอิดสะเอียนทั้งหลายที่กำลังเกิดขึ้นภายในเยรูซาเล็ม เยรูซาเล็มคือคริสตจักรของพระเจ้า
ข่าวสารของทูตสวรรค์ทั้งสามยังเป็นภาพประกอบของกระบวนการชำระให้บริสุทธิ์ด้วย ข่าวสารทั้งสามเป็นตัวแทนของกระบวนการทดสอบสามขั้น และจำเป็นที่บุตรทั้งหลายของเลวีจะต้องผ่านการทดสอบขั้นแรกเสียก่อน จึงจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทดสอบขั้นที่สองได้ การทดสอบขั้นที่สามเป็นการทดสอบอีกประเภทหนึ่ง เพราะเป็นการทดสอบที่บ่งชี้ว่าบุตรทั้งหลายของเลวีได้ผ่านการทดสอบสองขั้นแรกสำเร็จหรือไม่ มันเป็นการทดสอบเชิงพยากรณ์ประดุจกระดาษลิตมัส การทดสอบขั้นแรกเป็นการทดสอบด้านอาหาร (ในทางฝ่ายวิญญาณ) เพราะการจะผ่านหรือไม่ผ่านนั้นขึ้นอยู่กับว่าบุตรทั้งหลายของเลวียอมรับข่าวสารที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงประทานผ่านทางเอลียาห์ ผู้สื่อสารซึ่งเตรียมทางไว้สำหรับผู้สื่อสารแห่งพันธสัญญา หรือไม่
ข้อแรกของพระธรรมวิวรณ์เน้นย้ำถึงความสำคัญอย่างยิ่งยวดของข่าวสารนั้น โดยเจตนาระบุว่าข่าวสารซึ่งผู้ส่งสารที่เป็นมนุษย์ อันมีโยฮันเป็นตัวแทน ส่งไปยังคริสตจักรทั้งหลายนั้น ได้รับมอบแก่เขาโดยกาเบรียล ผู้ซึ่งได้รับมาจากพระคริสต์ และพระคริสต์ก็ทรงได้รับต่อมาจากพระบิดา ข่าวสารของเอลียาห์มีสิทธิอำนาจแห่งพระลักษณะพระเจ้า และการปฏิเสธข่าวสารของโยฮัน หรือของเอลียาห์ หรือของ “เสียงผู้ร้องอยู่ในถิ่นทุรกันดาร” ก็คือการปฏิเสธพระธรรมวิวรณ์ของพระเยซูคริสต์
การทดสอบประการที่สองเป็นการทดสอบทางการเห็น เพราะเมื่อบุตรทั้งหลายของเลวีได้กินข่าวสารของเอลียาห์ ซึ่งอยู่ในมือของทูตสวรรค์ผู้ลงมาเพื่อให้แผ่นดินโลกสว่างไสวด้วยสง่าราศีของท่านแล้ว พวกเขาก็ได้ยอมรับระเบียบวิธีตามพระคัมภีร์ที่ทำให้พวกเขาสามารถแยกแยะสำแดงแห่งกาลเวลาได้อย่างถูกต้อง ระเบียบวิธีนั้นทำให้บุตรทั้งหลายของเลวีตระหนักว่า สำแดงแห่งกาลเวลาเหล่านั้นกำลังแสดงให้เห็นว่าคริสตจักรและรัฐกำลังมารวมกันในสหรัฐอเมริกา อันเป็นการสำเร็จตามการทดสอบแห่งรูปสัตว์ร้าย ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น สำแดงแห่งกาลเวลาเหล่านั้น เมื่อถูกจัดวางไว้ภายในบริบทของแนวปฏิรูปอันศักดิ์สิทธิ์ ก็เป็นแก่นแท้ของอัลฟาและโอเมกา คือเบื้องต้นที่แสดงให้เห็นเบื้องปลาย แนวปฏิรูปอันศักดิ์สิทธิ์ระบุว่าประชากรของพระเจ้าจำต้องกระทำทุกสิ่งที่อยู่ในกำลังของตน เพื่อร่วมมือในพระราชกิจแห่งการเตรียมตนเองสำหรับตราประทับของพระเจ้า
เหตุฉะนั้น ท่านที่รักของข้าพเจ้า ดังที่ท่านทั้งหลายได้เชื่อฟังเสมอมา มิใช่แต่เมื่อข้าพเจ้าอยู่กับท่านเท่านั้น แต่บัดนี้ยิ่งกว่านั้นอีกเมื่อข้าพเจ้าไม่อยู่ จงดำเนินการให้ความรอดของท่านสำเร็จด้วยความเกรงกลัวและตัวสั่น เพราะว่าพระเจ้าเป็นผู้ทรงกระทำกิจอยู่ในท่าน ทั้งให้ท่านมีความประสงค์และให้ท่านกระทำตามชอบพระทัยของพระองค์ จงกระทำทุกสิ่งโดยปราศจากการบ่นพึมพำและการโต้เถียง เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ปราศจากตำหนิและไร้มลทิน เป็นบุตรของพระเจ้าอันหาที่ติไม่ได้ ท่ามกลางชาติพันธุ์ที่คดโกงและวิปริต ซึ่งในหมู่พวกเขานั้นท่านทั้งหลายส่องสว่างดุจดวงประทีปในโลก ฟีลิปปี 2:12–15
ดาเนียล ฮานันยาห์ มีชาเอล และอาซาริยาห์ ซึ่งมีจำนวนสี่คน เป็นตัวแทนของเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสต์ทั่วโลก ผู้ซึ่งยอมรับว่าวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 เป็นการระบุถึงการเสด็จลงมาของทูตสวรรค์ในวิวรณ์บทที่สิบแปด และพวกเขาเลือกที่จะรับมานาที่ซ่อนไว้ซึ่งอยู่ในมือของทูตนั้นมากิน มานาที่ซ่อนไว้ซึ่งจะต้องกินนั้น ดังที่อัครทูตเปาโลเพิ่งได้อ้างไว้ เป็นสัญลักษณ์แทนพระเจ้า (มานาที่ซ่อนไว้) ผู้ทรงกระทำอยู่ภายในประชากรของพระองค์ เพื่อให้ทำตามพระประสงค์และความพอพระทัยอันดีของพระองค์ เปาโลเป็นตัวแทนของผู้สื่อสารถึงชาวฟีลาเดลเฟีย และการปฏิเสธข่าวสารของท่านก็คือความตาย ดาเนียล ฮานันยาห์ มีชาเอล และอาซาริยาห์ เป็นตัวแทนของผู้ที่เลือกจะกินมานาที่ซ่อนไว้
ในหมู่คนเหล่านี้มีบางคนเป็นเชื้อสายของยูดาห์ คือ ดาเนียล ฮานันยาห์ มีชาเอล และอาซาริยาห์ หัวหน้าขันทีจึงตั้งชื่อให้แก่เขาทั้งหลาย กล่าวคือ ตั้งชื่อดาเนียลว่า เบลเทชัสซาร์ และตั้งชื่อฮานันยาห์ว่า ชัดรัค และมีชาเอลว่า เมชาค และอาซาริยาห์ว่า อาเบดเนโก แต่ดาเนียลตั้งใจแน่วแน่ในใจว่าจะไม่ทำให้ตนเองเป็นมลทินด้วยอาหารส่วนของกษัตริย์ หรือด้วยเหล้าองุ่นที่พระองค์ทรงดื่ม เพราะฉะนั้นท่านจึงทูลขอต่อหัวหน้าขันทีว่า ขออย่าให้ท่านต้องทำให้ตนเองเป็นมลทินเลย ดาเนียล 1:6–8
ดาเนียลตัดสินใจว่าเขาปรารถนาจะรับประทานข่าวสารซึ่งถูกนำลงมาจากสวรรค์ในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 และในขณะเดียวกันก็ปฏิเสธข่าวสารที่ถูกแทนด้วยอาหารและเครื่องดื่มแห่งบาบิโลน อัชเปนัสได้คัดเลือกว่าบรรดาเชลยชาวยูดาห์คนใดควรถูกนำเข้าเฝ้ากษัตริย์
และกษัตริย์ตรัสสั่งอัชเพนัส หัวหน้าขันทีของพระองค์ ให้นำบุตรบางคนของอิสราเอล ทั้งจากเชื้อพระวงศ์และจากบรรดาเจ้านายหนุ่ม ๆ ที่ปราศจากตำหนิ รูปงาม ชำนาญในสรรพปัญญา มีความรู้และความเข้าใจในวิทยาการ และเป็นผู้ที่มีความสามารถจะยืนอยู่ในราชสำนักของกษัตริย์ได้ และผู้ที่เขาทั้งหลายอาจสอนวิชาความรู้และภาษาของชาวเคลเดียแก่เขาได้ ดาเนียล 1:4, 5
หากเราติดตามลำดับแห่งการมอบหมายที่ระบุไว้ในพระธรรมวิวรณ์ บทที่หนึ่ง ข้อหนึ่ง เนบูคัดเนสซาร์ได้สั่งให้อัชเปนัสคัดเลือกบรรดาบุตรหลานที่ทำให้คำพยากรณ์ซึ่งอิสยาห์ได้ประกาศแก่เฮเซคียาห์สำเร็จเป็นจริง อัชเปนัสได้รับข่าวสารนั้นแล้วจึงมอบต่อแก่เมลซาร์ หัวหน้าแห่งขันที เนบูคัดเนสซาร์เป็นภาพแทนของพระบิดาแห่งสวรรค์ อัชเปนัสเป็นภาพแทนของพระคริสต์ และเมลซาร์เป็นภาพแทนของกาเบรียล อัชเปนัสรู้ว่าควรคัดเลือกบุตรหลานคนใด และท่านรู้ด้วยว่าดาเนียลจะตัดสินใจเรื่องอาหารได้อย่างถูกต้อง ก่อนที่ท่านจะพาเขาเข้าเฝ้ากษัตริย์
บัดนี้พระเจ้าทรงโปรดให้ดาเนียลได้รับความโปรดปรานและความเมตตาเอ็นดูจากหัวหน้าขันที และหัวหน้าขันทีได้กล่าวแก่ดาเนียลว่า “ข้าพเจ้ากลัวเจ้านายของข้าพเจ้า คือพระราชา ผู้ทรงกำหนดอาหารและเครื่องดื่มของพวกท่านไว้ เพราะเหตุใดพระองค์จึงจะทรงเห็นใบหน้าของพวกท่านซูบซีดกว่าบรรดาเด็กหนุ่มซึ่งอยู่ในวัยราวคราวเดียวกับพวกท่านเล่า? ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกท่านก็จะทำให้ศีรษะของข้าพเจ้าต้องตกอยู่ในอันตรายต่อพระราชา” ดาเนียล 1:9, 10
เมลซาร์ในที่นี้ชี้ให้เห็นขั้นแรกของข่าวสารของทูตสวรรค์สามองค์ ขั้นแรกคือการยำเกรงพระเจ้า ดังที่แสดงให้เห็นโดยความยำเกรงของเมลซาร์ต่อเนบูคัดเนสซาร์ คำภาษาฮีบรูว่า “ความจริง” ซึ่งเกิดขึ้นจากการนำอักษรตัวที่หนึ่ง ตัวที่สิบสาม และตัวสุดท้ายของอักษรฮีบรูมารวมกัน ได้มีการแสดงไว้ก่อนหน้านี้แล้วในบทความเหล่านี้ว่าเป็นตัวแทนของกระบวนการทดสอบสามขั้นของทูตสวรรค์สามองค์ ในการทำเช่นนั้น ก็ได้มีการสถาปนาไว้บนพยานหลายประการว่า ข่าวสารของทูตสวรรค์องค์ที่หนึ่งประกอบด้วยการทดสอบทั้งสามประการซึ่งเป็นตัวแทนโดยข่าวสารของทูตสวรรค์สามองค์ ข่าวสารของทูตสวรรค์องค์ที่หนึ่งถูกระบุว่าเป็นข่าวประเสริฐนิรันดร์ ซึ่งกำหนดให้เป็นข่าวประเสริฐเดียวกันนั้นตั้งแต่สมัยของอาดัมเรื่อยไปจนถึงการเสด็จมาครั้งที่สองของพระคริสต์
แล้วข้าพเจ้าได้เห็นทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งบินอยู่กลางท้องฟ้า มีข่าวประเสริฐนิรันดร์ที่จะประกาศแก่บรรดาผู้ที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินโลก และแก่ทุกประชาชาติ ทุกเผ่าพันธุ์ ทุกภาษา และทุกชนชาติ ท่านกล่าวด้วยเสียงอันดังว่า จงยำเกรงพระเจ้า และถวายพระเกียรติแด่พระองค์ เพราะถึงเวลาที่พระองค์จะทรงพิพากษาแล้ว และจงนมัสการพระองค์ผู้ทรงสร้างฟ้าสวรรค์ แผ่นดินโลก ทะเล และบ่อน้ำพุทั้งหลาย วิวรณ์ 14:6, 7
ก้าวแรกของข่าวของทูตสวรรค์องค์แรกคือความยำเกรงพระเจ้า ก้าวที่สองคือการถวายพระเกียรติแด่พระองค์ และก้าวที่สามคือการมาถึงของโมงยามแห่งการพิพากษาของพระองค์ เมื่อพิจารณาในความสัมพันธ์กับข่าวของทูตสวรรค์อีกสององค์ ข่าวของทูตสวรรค์องค์แรกคือ “จงยำเกรงพระเจ้า” จากนั้นข่าวของทูตสวรรค์องค์ที่สองประกาศการล่มสลายของบาบิโลน และไม่ว่าจะในขบวนการมิลเลอไรต์ของทูตสวรรค์องค์แรก หรือในขบวนการของทูตสวรรค์องค์ที่สาม การทรงเรียกให้ออกมาจากบาบิโลนนั้นเป็นจุดที่การสำแดงแห่งการหลั่งพระวิญญาณบริสุทธิ์ลงมาสำเร็จขึ้น ในช่วงเวลานั้น ไม่ว่าจะถูกพรรณนาเป็นเสียงร้องเที่ยงคืน เสียงร้องดัง หรือฝนปลายฤดู ผู้ที่ประกาศข่าวสารนั้นก็ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ข่าวของทูตสวรรค์องค์ที่สองเป็นจุดที่พระเจ้าได้รับพระเกียรติ และช่วงเวลานั้นนำไปสู่จุดหนึ่งของเวลา ซึ่งการพิพากษาไต่สวนได้เริ่มขึ้นในประวัติศาสตร์ของมิลเลอไรต์ หรือเป็นการพิพากษาหญิงแพศยาแห่งบาบิโลนซึ่งเกิดขึ้นในวิกฤตกฎหมายวันอาทิตย์
ความหวาดกลัวของเมลซาร์เป็นตัวแทนของข่าวสารทูตสวรรค์องค์ที่หนึ่ง และมันเป็นจุดเริ่มต้นของการทดสอบด้านอาหารเป็นเวลาสิบวัน ซึ่งเลขสิบก็มีนัยหมายถึงการทดสอบด้วยเช่นกัน การที่เมลซาร์กล่าวว่าเขาหวาดกลัวกษัตริย์นั้น เป็นอย่างเดียวกับที่ดาเนียลยำเกรงพระเจ้ามากกว่ากษัตริย์ และตั้งใจแน่วแน่ในใจว่าจะไม่ทำให้ตนเองเป็นมลทินด้วยอาหารของบาบิโลน ช่วงเวลาที่ดาเนียลและสหายผู้ประเสริฐทั้งสามถูกทดสอบนั้นคือสามปี จึงเป็นภาพแทนของสามขั้นของข่าวสารทูตสวรรค์สามองค์
และกษัตริย์ทรงกำหนดอาหารประจำวันจากพระกระยาหารของกษัตริย์ และจากเหล้าองุ่นที่พระองค์ทรงดื่ม เพื่อบำรุงเลี้ยงเขาทั้งหลายตลอดสามปี เพื่อว่าเมื่อสิ้นเวลานั้นแล้ว เขาจะได้เข้าเฝ้ากษัตริย์ ดาเนียล 1:5
ดาเนียลบทที่หนึ่งเป็นภาพแทนของการทรงเสริมกำลังแก่ข่าวของทูตสวรรค์องค์ที่หนึ่ง และ ณ ที่นั้นเองเป็นจุดเริ่มต้นของการทดสอบเรื่องอาหาร ซึ่งในประวัติศาสตร์ของพวกมิลเลอไรต์ได้มีภาพแทนโดยการกินหนังสือเล่มเล็ก ช่วงเวลาแห่งการทดสอบสำหรับดาเนียลและสหายผู้ประเสริฐทั้งสามได้สำเร็จลงในสิบวันแรกของสามปีนั้น สิบเป็นสัญลักษณ์ของกระบวนการทดสอบ ดังที่ปรากฏในอิสราเอลโบราณ เมื่อพวกเขาปฏิเสธการทดสอบครั้งที่สิบซึ่งเป็นภาพแทนโดยข่าวสารของโยชูวาและคาเลบ ทั้งยังปรากฏเป็นภาพแทนในช่วงเวลาแห่งการข่มเหงในคริสตจักรเมืองสเมอร์นาด้วย
อย่ากลัวสิ่งใด ๆ ที่เจ้าจะต้องทนทุกข์ ดูเถิด มารจะจับบางคนในพวกเจ้าใส่คุก เพื่อเจ้าทั้งหลายจะได้ถูกทดลอง และเจ้าทั้งหลายจะมีความทุกข์ลำบากสิบวัน จงซื่อสัตย์จนถึงความตาย แล้วเราจะมอบมงกุฎแห่งชีวิตให้แก่เจ้า วิวรณ์ 2:10
คำตักเตือนที่มอบแก่คริสตจักรแห่งสเมอร์นาคือ อย่ากลัวกระบวนการแห่งการทดลอง เพราะหากพวกเขายำเกรงพระเจ้า พระองค์จะทรงตอบแทนความยำเกรงพระเจ้าเช่นนั้นด้วยมงกุฎแห่งชีวิต ความยำเกรงพระเจ้านั้นเป็นภาพแทนโดยความปรารถนาของดาเนียลที่จะรับประทานมานาจากสวรรค์
แล้วดาเนียลจึงกล่าวแก่เมลซาร์ ผู้ซึ่งหัวหน้าขันทีได้ตั้งไว้เหนือดาเนียล ฮานันยาห์ มีชาเอล และอาซาริยาห์ว่า “ขอโปรดทดลองผู้รับใช้ของท่านเป็นเวลาสิบวันเถิด และขอให้เขานำพืชผักมาให้เรารับประทาน และน้ำนำมาให้เราดื่ม แล้วจงพิจารณาดูใบหน้าของพวกเราต่อหน้าท่าน และใบหน้าของบรรดาเด็กหนุ่มที่รับประทานอาหารส่วนพระราชาของกษัตริย์ แล้วท่านเห็นเป็นประการใด ก็จงปฏิบัติต่อผู้รับใช้ของท่านตามนั้น” ดังนั้นเขาจึงยินยอมตามคำขอนี้ และทดลองพวกเขาเป็นเวลาสิบวัน ดาเนียล 1:10–14
บททดสอบประการแรกคือการยำเกรงพระเจ้า ดังที่เห็นได้จากเมลซาร์และดาเนียลผู้ได้ตั้งใจแน่วแน่ในใจว่าจะไม่ทำให้ตนเป็นมลทินด้วยอาหารและเครื่องดื่มของบาบิโลน องค์ประกอบประการที่สองของข่าวสารของทูตสวรรค์องค์แรกคือการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้า ซึ่งเป็นการสำแดงให้เห็นอย่างประจักษ์ถึงผลของการรับประทานอาหารนั้น เมื่อครบสิบวัน ดาเนียลและสหายผู้ทรงคุณธรรมทั้งสามได้ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าโดยผ่านรูปลักษณ์ทางกายของพวกเขา
ครั้นครบสิบวันแล้ว สีหน้าของเขาทั้งหลายก็ดูผ่องใสและมีเนื้อหนังสมบูรณ์ยิ่งกว่าเด็กหนุ่มทั้งปวงที่รับประทานส่วนอาหารจากพระกระยาหารของกษัตริย์ ฉะนั้น เมลซาร์จึงเอาส่วนอาหารของเขาทั้งหลายและเหล้าองุ่นที่เขาควรจะดื่มนั้นไปเสีย แล้วให้อาหารจำพวกถั่วแก่เขา สำหรับเด็กหนุ่มทั้งสี่นี้ พระเจ้าทรงประทานความรู้และความชำนาญในวิชาการและสติปัญญาทั้งสิ้นแก่เขา และดาเนียลมีความเข้าใจในนิมิตและความฝันทั้งสิ้น ดาเนียล 1:15–17
เด็กทั้งสี่ได้ผ่านการทดสอบประการแรกในเรื่องอาหาร ซึ่งเป็นจุดที่อาดัมและเอวาล้มลง และซึ่งเป็นภาพแทนการทดสอบประการแรกที่พระคริสต์ทรงเผชิญทันทีภายหลังบัพติศมาของพระองค์ บัพติศมาของพระคริสต์เป็นการประทานฤทธิ์เดชแก่ข่าวสารแรกในแนวคำพยากรณ์ของพระองค์ ทั้งยังเป็นการรับรองและสนับสนุนข่าวสารที่ประกาศโดย “เสียงในถิ่นทุรกันดาร” จากนั้น เช่นเดียวกับดาเนียลและผู้ทรงคุณธรรมทั้งสาม พระคริสต์ทรงถูกทดสอบในเรื่องอาหารเป็นเวลาสี่สิบวัน ดังที่ดาเนียลถูกทดสอบเป็นเวลาสิบวัน ดาเนียลและพระคริสต์กำลังเป็นแบบล่วงหน้าของการทดสอบเรื่องมานนาที่ซ่อนไว้ในมือของทูตสวรรค์ ผู้ซึ่งลงมาเมื่อวันที่ September 11, 2001 จะมีการทดสอบอีกสองประการตามมาสำหรับพระคริสต์ และสำหรับดาเนียล การทดสอบประการที่สองคือจุดที่ดาเนียลและผู้ทรงคุณธรรมทั้งสามถวายพระสิริแด่พระเจ้าด้วยสีหน้าของพวกเขา การทดสอบที่ตามมาภายหลังการทดสอบเรื่องอาหารสำหรับพระคริสต์ก็เป็นภาพแทนของพระสิริเช่นกัน
และมารได้ทูลพระองค์ว่า “ถ้าท่านเป็นพระบุตรของพระเจ้า จงสั่งหินก้อนนี้ให้กลายเป็นขนมปัง” พระเยซูทรงตอบมันว่า “มีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า มนุษย์จะดำรงชีวิตด้วยอาหารเพียงอย่างเดียวหามิได้ แต่ด้วยพระวจนะทุกคำของพระเจ้า” และมารจึงพาพระองค์ขึ้นไปบนภูเขาสูง และสำแดงบรรดาราชอาณาจักรทั้งสิ้นของโลกแก่พระองค์ในชั่วขณะเดียว และมารได้ทูลพระองค์ว่า “อำนาจทั้งสิ้นนี้และสง่าราศีของอาณาจักรเหล่านั้น เราจะยกให้แก่ท่าน เพราะสิ่งเหล่านี้ได้ถูกมอบไว้แก่เราแล้ว และเราปรารถนาจะยกให้แก่ผู้ใดก็ได้ เหตุฉะนั้น ถ้าท่านจะนมัสการเรา สิ่งทั้งปวงนั้นก็จะเป็นของท่าน” พระเยซูจึงทรงตอบมันว่า “จงถอยไปอยู่ข้างหลังเรา ซาตาน เพราะมีพระคัมภีร์เขียนไว้ว่า ท่านจงนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้า พระเจ้าของท่าน และปรนนิบัติพระองค์แต่ผู้เดียว” มัทธิว 4:3–8.
ภายหลังจากที่พระคริสต์ทรงผ่านการทดสอบเรื่องอาหารแล้ว ซาตานจึงเสนอ “สง่าราศี” ของบรรดาอาณาจักรทั้งสิ้นของโลกนี้แก่พระองค์ และพระคริสต์กลับทรงเลือกที่จะถวายพระสิริแด่พระมหากษัตริย์เหนือกษัตริย์ทั้งปวงแทน อาดัมและเอวาล้มเหลวในการทดสอบครั้งแรก และในทันใดนั้นก็พยายามซ่อนโฉมหน้าของตนด้วยใบมะเดื่อ เพราะพวกเขาไม่ได้สำแดงสง่าราศีของพระเจ้าอีกต่อไป ดังที่เป็นภาพแทนโดยอาภรณ์แห่งความสว่างซึ่งก่อนหน้านั้นพวกเขาเคยสวมอยู่ เมื่อดาเนียลและสหายผู้ทรงคุณธรรมทั้งสามผ่านการทดสอบเรื่องอาหารแล้ว พวกเขาจึงได้รับ “knowledge and skill in all learning and wisdom: and Daniel had understanding in all visions and dreams.”
พวกเขาผ่านการทดสอบครั้งที่สอง ซึ่งเป็นการทดสอบทางสายตาที่เมลซาร์เป็นผู้ดำเนินการ ในประวัติศาสตร์ของพวกมิลเลอไรต์ ข่าวสารของทูตสวรรค์องค์ที่สองได้กำหนดเส้นแบ่งระหว่างผู้ที่ยอมรับกับผู้ที่ปฏิเสธข่าวสารของ “เสียง” ที่ร้องอยู่ในถิ่นทุรกันดาร ดังที่มีวิลเลียม มิลเลอร์เป็นตัวแทน ในเชิงพยากรณ์ ขบวนการมิลเลอไรต์จึงได้กลายเป็นเขาแห่งโปรเตสแตนต์ที่มองเห็นได้และเป็นเขาแท้เพียงเขาเดียว และบรรดาผู้ที่ปฏิเสธข่าวสารและขบวนการนั้นก็ได้กลายเป็นบุตรสาวทั้งหลายของโรม พวกเขาได้เลือกที่จะกินอาหารและดื่มเหล้าองุ่นแห่งบาบิโลน ตรงกันข้ามกับหนังสือเล่มน้อย เมื่อสิ้นสุดสามปี ดาเนียลและบรรดาผู้มีคุณธรรมถูกนำตัวเข้ามาเพื่อรับการตัดสินโดยเนบูคัดเนสซาร์
ครั้นเมื่อครบกำหนดวันทั้งหลายซึ่งกษัตริย์ได้ตรัสให้พาเขาทั้งหลายเข้ามาแล้ว หัวหน้าขันทีจึงพาเขาทั้งหลายเข้าไปเฝ้าเนบูคัดเนสซาร์ และกษัตริย์ทรงสนทนากับเขาทั้งหลาย และในบรรดาเขาทั้งหมดนั้น ไม่พบผู้ใดเสมอเหมือนดาเนียล ฮานันยาห์ มีชาเอล และอาซาริยาห์ เพราะฉะนั้นเขาทั้งหลายจึงได้ยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์กษัตริย์ และในบรรดากิจทั้งปวงแห่งปัญญาและความเข้าใจซึ่งกษัตริย์ทรงไต่ถามเขาทั้งหลาย พระองค์ทรงเห็นว่าเขาทั้งหลายดีกว่าหมอดูและโหราจารย์ทั้งปวงที่อยู่ทั่วราชอาณาจักรของพระองค์ถึงสิบเท่า และดาเนียลก็ดำรงอยู่จนถึงปีแรกแห่งรัชกาลกษัตริย์ไซรัส ดาเนียล 1:18–21
ดาเนียลและชายผู้ประเสริฐทั้งสามได้ผ่านการทดสอบสิบวัน และเมื่อพวกเขาผ่านการสอบขั้นสุดท้ายแล้ว ก็ปรากฏว่าพวกเขามีปัญญามากกว่าคนอื่นทั้งปวงถึงสิบเท่า
ดาเนียลบทที่หนึ่ง เป็นการอ้างอิงถึงข่าวสารของทูตสวรรค์องค์ที่หนึ่งเป็นครั้งแรกในหนังสือซึ่งประกอบด้วยหนังสือดาเนียลและวิวรณ์ ข่าวสารนี้มีลักษณะเช่นเดียวกันทุกประการกับทูตสวรรค์องค์ที่หนึ่งในวิวรณ์บทที่สิบสี่ และยืนยันความจริงที่ได้กล่าวถึงเป็นครั้งแรกในข้อแรกของพระธรรมวิวรณ์ เพราะเนบูคัดเนสซาร์ได้มอบข่าวสารแก่ อัชเปนัส ผู้ซึ่งต่อมาได้มอบข่าวสารนั้นแก่ เมลซาร์ และจากนั้นเมลซาร์จึงได้มีปฏิสัมพันธ์กับดาเนียล พระบิดาได้ประทานข่าวสารแก่พระคริสต์ ผู้ซึ่งต่อมาได้ประทานข่าวสารนั้นแก่กาเบรียล และจากนั้นกาเบรียลจึงได้มีปฏิสัมพันธ์กับยอห์น
ข่าวสารที่ถูกถ่ายทอดออกมา ซึ่งเป็นข่าวสารที่บัดนี้กำลังถูกเปิดผนึกนั้น ระบุกระบวนการสื่อสารของพระบิดาต่อคริสตจักรของพระองค์ สิ่งแรกที่พระบิดาทรงเลือกจะระบุแก่คริสตจักรของพระองค์ คือกระบวนการทดสอบสามขั้นของทูตสวรรค์ทั้งสาม พระวจนะแห่งคำพยากรณ์ของพระเจ้าได้แจกแจงกระบวนการนี้ไว้อย่างรอบคอบยิ่ง ผ่านแนวคำพยากรณ์หลายแนว และผ่านประวัติศาสตร์ของพวกมิลเลอไรต์ด้วย ความจริงเหล่านี้เป็นองค์ประกอบสำคัญของมานนาที่ซ่อนไว้ซึ่งอยู่ในมือของทูตสวรรค์ เมื่อเขาได้ลงมาในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001
เป็นไปไม่ได้ที่จะเข้ามามีส่วนร่วม และดังนั้นที่จะผ่านการทดสอบครั้งที่สอง หากท่านยังไม่ผ่านการทดสอบครั้งแรก ความจริงข้อนี้ได้รับการแสดงไว้อย่างชัดเจนในประวัติศาสตร์ของพระคริสต์และชาวมิลเลอร์ไรต์ ดาเนียลบทที่สองคือการทดสอบครั้งที่สอง ซึ่งโดยการทดสอบนี้ ดังที่ซิสเตอร์ไวท์กล่าวว่า “ชะตากรรมนิรันดร์ของเราจะถูกตัดสิน” และเธอยังกล่าวต่อไปอีกว่า นี่คือการทดสอบที่เราจะต้อง “ผ่าน ก่อนที่เราจะได้รับการประทับตรา” บัดนี้การทดสอบนั้นใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว
ดาเนียลบทที่สองกล่าวถึงการทดสอบเรื่องรูปเคารพของสัตว์ร้าย และก็สมควรอย่างยิ่งแล้วที่บทนี้กล่าวถึงรูปเคารพใหญ่มหึมา และที่ดาเนียลจะสามารถตระหนักถึงการทดสอบนั้นได้ ก็เป็นเพียงเพราะเขาได้ผ่านการทดสอบด้านอาหาร และได้รับพระพรให้มี “ความเข้าใจ” และ “สติปัญญา” มากกว่า “สิบเท่า” ดังเช่นคำเตือนเรื่องการทดสอบนั้นในงานเขียนของ Ellen White การทดสอบเรื่องรูปเคารพในดาเนียลบทที่สองเป็นการทดสอบที่เป็นตัวแทนของผลลัพธ์ถึงขั้นชีวิตหรือความตาย
ด้วยเหตุนี้กษัตริย์จึงทรงพระพิโรธและกริ้วอย่างยิ่ง และมีพระบัญชาให้ประหารบรรดานักปราชญ์ทั้งสิ้นแห่งบาบิโลน และพระราชกฤษฎีกาก็ประกาศออกไปให้ประหารบรรดานักปราชญ์เหล่านั้น และเขาทั้งหลายก็ออกตามหาดาเนียลกับเพื่อน ๆ ของเขาเพื่อจะประหารเสียด้วย ดาเนียล 2:12, 13
ยังมีประเด็นเชิงพยากรณ์อีกไม่กี่ประการในพระธรรมดาเนียลบทที่หนึ่งซึ่งเราจำเป็นต้องกล่าวถึง และเราจะดำเนินต่อไปกับประเด็นเหล่านั้นในบทความถัดไป
“ข้าพเจ้าเห็นคนหมู่หนึ่งซึ่งยืนมั่นคงและได้รับการปกป้องอย่างรัดกุม มิได้ให้การสนับสนุนแก่ผู้ที่พยายามทำให้ความเชื่ออันตั้งมั่นของคริสตจักรคลอนแคลน พระเจ้าทอดพระเนตรพวกเขาด้วยความชอบพระทัย ข้าพเจ้าได้รับการสำแดงให้เห็นสามขั้น คือ ข่าวของทูตสวรรค์องค์ที่หนึ่ง องค์ที่สอง และองค์ที่สาม ทูตสวรรค์ผู้ติดตามข้าพเจ้ากล่าวว่า ‘วิบัติแก่ผู้ใดก็ตามที่จะขยับก้อนหนึ่งก้อนใด หรือเขยื้อนหมุดสักตัวหนึ่งของข่าวเหล่านี้ ความเข้าใจอันถูกต้องเกี่ยวกับข่าวเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ชะตากรรมของวิญญาณทั้งหลายขึ้นอยู่กับวิธีที่พวกเขารับข่าวเหล่านี้’ ข้าพเจ้าถูกนำให้ย้อนลงมาตามข่าวเหล่านี้อีกครั้งหนึ่ง และเห็นว่าประชากรของพระเจ้าได้มาซึ่งประสบการณ์ของตนด้วยราคาที่แพงเพียงใด สิ่งนั้นได้มาท่ามกลางความทุกข์ยากมากมายและการต่อสู้อย่างหนักหน่วง พระเจ้าได้ทรงนำพวกเขาไปทีละขั้น จนกระทั่งพระองค์ทรงวางพวกเขาไว้บนแท่นอันมั่นคง แข็งแรง และไม่อาจเคลื่อนได้ ข้าพเจ้าเห็นบุคคลต่าง ๆ เข้ามาใกล้แท่นนั้นและพิจารณารากฐานของมัน บางคนก็ก้าวขึ้นไปบนแท่นนั้นทันทีด้วยความชื่นชมยินดี คนอื่น ๆ เริ่มติเตียนรากฐานนั้น พวกเขาต้องการให้มีการปรับปรุง และแล้วแท่นนั้นก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และประชากรจะมีความสุขยิ่งกว่าเดิม บางคนก้าวลงจากแท่นเพื่อจะตรวจดูมัน และประกาศว่าการวางแท่นนั้นผิด แต่ข้าพเจ้าเห็นว่าเกือบทั้งปวงยังคงยืนมั่นอยู่บนแท่น และตักเตือนผู้ที่ได้ก้าวลงไปแล้วให้ยุติคำบ่นของตน เพราะพระเจ้าทรงเป็นนายช่างเอก และพวกเขากำลังต่อสู้กับพระองค์ พวกเขาได้เล่าถึงพระราชกิจอันอัศจรรย์ของพระเจ้า ซึ่งได้ทรงนำพวกเขามายังแท่นอันมั่นคงนั้น และพร้อมใจกันเงยหน้าขึ้นสู่สวรรค์ และถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยเสียงอันดัง สิ่งนี้มีผลต่อบางคนในหมู่ผู้ที่ได้บ่นและละทิ้งแท่นไป และพวกเขาก็กลับก้าวขึ้นไปบนแท่นนั้นอีกครั้งด้วยท่าทีถ่อมตน”
“ข้าพเจ้าได้รับการชี้ให้นึกย้อนกลับไปยังการประกาศเรื่องการเสด็จมาครั้งแรกของพระคริสต์ ยอห์นถูกส่งมาในจิตวิญญาณและฤทธิ์อำนาจของเอลียาห์ เพื่อเตรียมทางของพระเยซู บรรดาผู้ที่ปฏิเสธคำพยานของยอห์นก็ไม่ได้รับประโยชน์จากคำสั่งสอนของพระเยซู การต่อต้านของพวกเขาต่อข่าวสารซึ่งบอกล่วงหน้าถึงการเสด็จมาของพระองค์ ทำให้พวกเขาอยู่ในสภาพที่ไม่อาจรับหลักฐานอันหนักแน่นที่สุดได้โดยง่ายว่าพระองค์ทรงเป็นพระเมสสิยาห์ ซาตานชักนำบรรดาผู้ที่ปฏิเสธข่าวสารของยอห์นให้ก้าวเลยไปอีก จนถึงกับปฏิเสธและตรึงพระคริสต์ไว้ที่กางเขน ในการกระทำเช่นนี้ พวกเขาได้ทำให้ตนเองอยู่ในสภาพที่ไม่อาจรับพระพรในวันเพ็นเทคอสต์ได้ ซึ่งพระพรนั้นคงจะได้สอนพวกเขาถึงทางเข้าสู่สถานบริสุทธิ์แห่งสวรรค์ การฉีกขาดของม่านพระวิหารแสดงให้เห็นว่าบัดนี้เครื่องบูชาและพิธีบัญญัติของยิวจะไม่ได้รับการยอมรับอีกต่อไป เครื่องบูชาอันยิ่งใหญ่ได้ถูกถวายแล้วและทรงรับไว้แล้ว และพระวิญญาณบริสุทธิ์ซึ่งเสด็จลงมาในวันเพ็นเทคอสต์ ได้นำความคิดของพวกสาวกจากสถานนมัสการฝ่ายโลกไปสู่สถานนมัสการแห่งสวรรค์ ที่ซึ่งพระเยซูได้เสด็จเข้าไปด้วยพระโลหิตของพระองค์เอง เพื่อทรงประทานผลแห่งการลบมลทินบาปของพระองค์แก่เหล่าสาวกของพระองค์ แต่พวกยิวถูกปล่อยไว้ในความมืดมิดอย่างสิ้นเชิง พวกเขาสูญเสียความสว่างทั้งสิ้นซึ่งพวกเขาอาจได้รับเกี่ยวกับแผนการแห่งความรอด และยังคงไว้วางใจในเครื่องบูชาและของถวายอันไร้ประโยชน์ของตน สถานบริสุทธิ์แห่งสวรรค์ได้เข้ามาแทนที่สถานนมัสการฝ่ายโลกแล้ว ถึงกระนั้นพวกเขาก็ไม่มีความรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงนั้น ฉะนั้นพวกเขาจึงไม่อาจได้รับประโยชน์จากการทรงเป็นคนกลางของพระคริสต์ในสถานบริสุทธิ์ได้”
“คนเป็นอันมากมองดูวิถีทางของพวกยิวด้วยความสยดสยอง ในการที่พวกเขาปฏิเสธและตรึงพระคริสต์บนกางเขน; และเมื่อเขาเหล่านั้นอ่านประวัติแห่งการทารุณอันน่าอดสูที่พระองค์ทรงได้รับ เขาก็คิดว่าตนรักพระองค์ และคงจะไม่ปฏิเสธพระองค์ดังที่เปโตรได้ทำ หรือจะไม่ตรึงพระองค์บนกางเขนดังที่พวกยิวได้ทำ. แต่พระเจ้า ผู้ทรงหยั่งรู้จิตใจของทุกคน ได้ทรงนำความรักต่อพระเยซูซึ่งเขาเหล่านั้นอ้างว่ารู้สึกนั้นมาสู่การทดสอบ. สวรรค์ทั้งสิ้นเฝ้าดูการต้อนรับข่าวสารของทูตสวรรค์องค์ที่หนึ่งด้วยความสนใจอย่างลึกซึ้งที่สุด. แต่คนเป็นอันมากที่อ้างว่ารักพระเยซู และผู้ซึ่งหลั่งน้ำตาเมื่ออ่านเรื่องราวแห่งกางเขน กลับเยาะเย้ยข่าวประเสริฐเรื่องการเสด็จมาของพระองค์. แทนที่จะรับข่าวสารนั้นด้วยความยินดี เขากลับประกาศว่าเป็นความลวง. เขาเกลียดชังบรรดาผู้ที่รักการปรากฏของพระองค์ และขับไล่เขาเหล่านั้นออกจากคริสตจักร. ผู้ที่ปฏิเสธข่าวสารแรกย่อมไม่อาจได้รับประโยชน์จากข่าวสารที่สอง; ทั้งเขาก็มิได้รับประโยชน์จากเสียงร้องในเวลาเที่ยงคืน ซึ่งมีขึ้นเพื่อเตรียมเขาให้เข้าไปกับพระเยซูโดยความเชื่อสู่ห้องอภิสุทธิสถานแห่งสถานนมัสการในสวรรค์. และโดยการปฏิเสธข่าวสารสองประการก่อนหน้านั้น เขาได้ทำให้ความเข้าใจของตนมืดมนลงเสียจนไม่อาจเห็นความสว่างใด ๆ ในข่าวสารของทูตสวรรค์องค์ที่สาม ซึ่งสำแดงหนทางเข้าสู่ห้องอภิสุทธิสถาน. ข้าพเจ้าเห็นว่า เช่นเดียวกับที่พวกยิวได้ตรึงพระเยซูบนกางเขน คริสตจักรแต่เพียงในนามก็ได้ตรึงข่าวสารเหล่านี้เสียแล้ว, เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงไม่มีความรู้เรื่องหนทางเข้าสู่ห้องอภิสุทธิสถาน และไม่อาจได้รับประโยชน์จากการทูลขอของพระเยซู ณ ที่นั้น. เช่นเดียวกับพวกยิว ผู้ถวายสัตวบูชาอันไร้ประโยชน์ของตน พวกเขาก็ถวายคำอธิษฐานอันไร้ประโยชน์ของตนขึ้นไปยังห้องที่พระเยซูได้เสด็จออกจากที่นั้นแล้ว; และซาตาน ซึ่งพอใจในการล่อลวงนั้น ก็สวมลักษณะทางศาสนา และชักนำความคิดของคริสเตียนผู้ประกาศตนเหล่านี้ไปหาตัวมันเอง โดยกระทำการด้วยอำนาจของมัน หมายสำคัญของมัน และการอัศจรรย์จอมปลอม เพื่อผูกมัดเขาไว้ในบ่วงแร้วของมัน” Early Writings, 258–261.