ซิสเตอร์ไวท์ได้ระบุว่า เมื่ออาคารขนาดใหญ่ทั้งหลายในนครนิวยอร์กถูกทลายลง วิวรณ์ บทที่ 18 ข้อ 1–3 จะสำเร็จเป็นจริง

ภายหลังสิ่งเหล่านี้ ข้าพเจ้าเห็นทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งลงมาจากสวรรค์ มีฤทธานุภาพยิ่งใหญ่ และแผ่นดินโลกก็สว่างไสวด้วยรัศมีของท่านนั้น และท่านได้ร้องประกาศด้วยเสียงอันดังกล้าว่า “บาบิโลนอันยิ่งใหญ่นั้นล่มจมแล้ว ล่มจมแล้ว และได้กลายเป็นที่อาศัยของพวกผีปีศาจ เป็นที่สิงของวิญญาณโสโครกทุกอย่าง และเป็นกรงของนกทุกชนิดที่ไม่สะอาดและน่าชัง เพราะว่าประชาชาติทั้งปวงได้ดื่มเหล้าองุ่นแห่งพระพิโรธของการล่วงประเวณีของนาง และบรรดากษัตริย์แห่งแผ่นดินโลกได้ล่วงประเวณีกับนาง และบรรดาพ่อค้าแห่งแผ่นดินโลกก็มั่งคั่งขึ้นเพราะความฟุ่มเฟือยอันมากมายของนาง” วิวรณ์ 18:1–3

ภายในวันที่ 11 กันยายน 2001 “บรรดากษัตริย์” แห่งแผ่นดินโลกก็ได้ล่วงประเวณีกับคริสตจักรโรมันแล้ว ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประธานาธิบดีแฮร์รี เอส. ทรูแมน ได้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำวาติกันเป็นครั้งแรกในปี 1951 ความพยายามของเขาที่จะสถาปนาความสัมพันธ์ทางการเมืองกับตำแหน่งสันตะปาปาถูกสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่เมื่อหลายทศวรรษต่อมา ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน ได้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตประจำวาติกันในปี 1984 ภายในปี 2001 ทุกประชาชาติได้ล่วงประเวณีกับวาติกันโดยการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับหญิงแพศยาแห่งเมืองไทระ

เมื่อถึงวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 “บรรดาประชาชาติ” ทั้งสิ้นได้ดื่มเหล้าองุ่นแห่งพระพิโรธจากการล่วงประเวณีของนางแล้ว เหล้าองุ่นของบาบิโลนเป็นตัวแทนของความเท็จทั้งหลายนานัปการที่สันตะปาปานำเสนอ แต่เหล้าองุ่นชนิดพิเศษประการหนึ่งที่ถูกระบุไว้ในข้อพระคัมภีร์เหล่านี้ คือ เหล้าองุ่นแห่งพระพิโรธจากการล่วงประเวณีของนาง พระพิโรธของสันตะปาปาคือการข่มเหงผู้ที่นางมีความเห็นไม่ตรงกัน นางกระทำการข่มเหงนั้นให้สำเร็จโดยอาศัยอำนาจของรัฐให้ทำงานสกปรกแทนนาง เหล้าองุ่นแห่งพระพิโรธของนาง คือขวดพิเศษแห่งความผิดพลาดของนาง ซึ่งเป็นตัวแทนของการกระทำที่ใช้อำนาจรัฐต่อสู้กับผู้ที่นางเห็นว่าเป็นคนนอกรีต

ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1840 จนถึงวันที่ 22 ตุลาคม ค.ศ. 1844 แอ๊ดเวนติสม์แบบมิลเลอไรต์ ซึ่งได้ถูกเรียกออกมาจากยุคมืด และซึ่งได้แยกตัวออกจากคริสตจักรโปรเตสแตนต์ทั้งหลายที่ในเวลานั้นได้กลายเป็นบุตรสาวของโรมแล้วนั้น ก็ได้กลายเป็นเขาโปรเตสแตนต์ที่แท้จริงบนสัตว์ร้ายแห่งแผ่นดินโลกซึ่งเพิ่งปรากฏขึ้นใหม่ เปโตรได้ระบุลักษณะเฉพาะของผู้ที่ได้รับการทรงเลือกใหม่เหล่านั้นของพระเจ้าในฐานะชนชาติหนึ่ง

แต่ท่านทั้งหลายเป็นชนชาติที่ทรงเลือกสรรแล้ว เป็นปุโรหิตหลวง เป็นประชาชาติบริสุทธิ์ เป็นชนชาติพิเศษของพระองค์ เพื่อท่านทั้งหลายจะได้ประกาศพระสิริอันเลิศของพระองค์ ผู้ทรงเรียกท่านให้ออกจากความมืดเข้าสู่ความสว่างอันน่าอัศจรรย์ของพระองค์ ท่านทั้งหลายซึ่งในกาลก่อนมิได้เป็นประชากร แต่บัดนี้เป็นประชากรของพระเจ้าแล้ว ซึ่งครั้งก่อนยังไม่ได้รับพระกรุณา แต่บัดนี้ได้รับพระกรุณาแล้ว 1 เปโตร 2:9, 10

เมื่อถึงวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 คริสตจักรเซเวนธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสได้ใช้โครงสร้างทางการเมืองของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาเพื่อโจมตีผู้ที่ตนเห็นว่าเป็นพวกนอกรีตอยู่แล้ว และยังได้กระทำเช่นนั้นอยู่บ่อยครั้งอีกด้วย นานก่อนปี 2001 พวกแอ๊ดเวนตีสก็ได้ดื่มด่ำเหล้าองุ่นพิเศษแห่งบาบิโลนเสียแล้ว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนการใช้อำนาจรัฐเพื่อโจมตีผู้ที่ตนเห็นว่าเป็นพวกนอกรีต.

เอฟราอิมเป็นสัญลักษณ์ของการกบฏของเยโรโบอัมและของอาณาจักรฝ่ายเหนือของอิสราเอล และอิสยาห์เริ่มบทที่ยี่สิบแปดโดยกล่าวกับคริสตจักรมิชชั่นวันที่เจ็ดว่าเป็นบรรดาคนเมาของเอฟราอิม.

วิบัติแก่พวงมาลาแห่งความเย่อหยิ่ง คือแก่พวกขี้เมาแห่งเอฟราอิม ผู้ซึ่งสิริอันงดงามของเขาเป็นดอกไม้ที่ร่วงโรยไป ซึ่งอยู่บนศีรษะแห่งหุบเขาอันอุดมของบรรดาผู้ที่พ่ายแพ้แก่เหล้าองุ่น! ดูเถิด องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงมีผู้หนึ่งที่ทรงฤทธิ์และเข้มแข็ง ผู้ซึ่งจะเหวี่ยงพวกเขาลงถึงแผ่นดินด้วยพระหัตถ์ ดุจพายุลูกเห็บและพายุทำลาย ดุจน้ำเชี่ยวอันมีกำลังท่วมล้น พวงมาลาแห่งความเย่อหยิ่ง คือพวกขี้เมาแห่งเอฟราอิม จะถูกเหยียบย่ำลงใต้ฝ่าเท้า และสิริอันงดงามซึ่งอยู่บนศีรษะแห่งหุบเขาอันอุดมจะเป็นดอกไม้ที่ร่วงโรย และเป็นเหมือนผลแรกสุกก่อนฤดูร้อน ซึ่งเมื่อผู้ใดมองเห็นเข้า ขณะยังอยู่ในมือเขาก็กลืนกินเสีย ในวันนั้นพระเยโฮวาห์จอมโยธาจะทรงเป็นมงกุฎแห่งพระสิริ และเป็นรัดเกล้าแห่งความงดงามแก่คนที่เหลืออยู่แห่งประชากรของพระองค์ และทรงเป็นวิญญาณแห่งการพิพากษาแก่ผู้ที่นั่งพิพากษา และเป็นกำลังแก่บรรดาผู้ที่ผลักดันสงครามกลับไปถึงประตูเมือง แต่คนเหล่านี้ก็ยังหลงผิดเพราะเหล้าองุ่น และออกนอกทางเพราะสุรา ปุโรหิตและผู้เผยพระวจนะหลงผิดเพราะสุรา เขาถูกเหล้าองุ่นครอบงำ เขาออกนอกทางเพราะสุรา เขาหลงผิดในนิมิต เขาสะดุดในการพิพากษา เพราะโต๊ะทั้งสิ้นเต็มไปด้วยการอาเจียนและสิ่งโสโครก จนไม่มีที่ใดสะอาดเลย อิสยาห์ 28:1–8

วิบัติประการที่สามมาถึงเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 และมันมาถึงเหนือ “มงกุฎ” ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นผู้นำของ “คนขี้เมาแห่งเอฟราอิม” มันมิได้โจมตีสำนักงานใหญ่ของคริสตจักรในรัฐแมริแลนด์ด้วยเครื่องบินที่บรรทุกเชื้อเพลิงเต็มลำ แต่ได้เป็นเครื่องหมายถึงความไม่สามารถของพวกเขาที่จะตระหนักว่าการมาถึงของอิสลามแห่งวิบัติประการที่สามนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของข่าวสารฝนปลายฤดูของทูตสวรรค์องค์ที่สาม เป็นจุดเริ่มต้นของข่าวสารและงานนั้นเอง ซึ่งพวกเขาอ้างว่าตนได้รับการตั้งขึ้นมาเพื่อประกาศ พวกเขาถูกระบุว่าไม่เพียงเป็นมงกุฎ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แทนความเป็นผู้นำเท่านั้น แต่ยังเป็น “มงกุฎแห่งความจองหอง” อีกด้วย ซึ่งจึงชี้บ่งถึงผู้กราบนมัสการหนึ่งในสองจำพวกที่ได้ถูกผลิตขึ้นและยังคงถูกผลิตขึ้นในการโต้แย้งในฮาบากุก บทที่สอง เมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ยามเฝ้าระวังของฮาบากุกได้เข้าประจำตำแหน่งของตนในการสงครามที่ประตูเมือง

ประตูเมืองเยรูซาเล็มเป็นสถานที่ซึ่งการปฏิสัมพันธ์ของประชาชนแห่งเยรูซาเล็มได้ดำเนินไป การสู้รบที่ประตูเมืองเป็นภาพแทนของ “การโต้แย้ง” ในบทก่อนหน้าของอิสยาห์ ซึ่งเริ่มขึ้นในวันแห่งลมตะวันออก (วันแห่งอิสลาม) ผู้มัสการสองจำพวกในข้อความตอนนี้ของฮาบากุกถูกแทนด้วยมงกุฎสององค์ คนขี้เมาแห่งเอฟราอิม ซึ่งในเวลานั้นได้ใช้ อำนาจของรัฐ เพื่อให้ชนะการโต้แย้งของตนต่อผู้ที่พวกเขาถือว่าเป็นคนนอกรีตแล้ว ถูกนำมาเปรียบเทียบกับมงกุฎของพระยาห์เวห์จอมโยธา เมื่อพระคริสต์ทรงถูกแทนว่าเป็นพระยาห์เวห์จอมโยธา นั่นเป็นสัญลักษณ์ถึงพระราชกิจของพระองค์ในฐานะผู้นำกองทัพของพระองค์ การสู้รบที่ประตูเมืองคือสงครามซึ่งเป็นภาพแทนโดยการโต้แย้งกันเรื่องเทววิทยาแท้และเทียม

มิใช่เพียงผู้นำของสมัชชาสามัญเท่านั้นที่ถูกพรรณนาว่าเป็นคนขี้เมาแห่งเอฟราอิม แต่บรรดาปุโรหิตด้วย (คือคณะศาสนบริกรอภิบาล) และบรรดาผู้เผยพระวจนะด้วย (คือนักเทววิทยาและนักการศึกษา) ก็ได้หลงออกนอกทางไปเพราะสุราเมรัยเข้มแข็ง ดังที่อิสยาห์กล่าวไว้ในข้อเปิดของคำพยากรณ์ของท่าน ว่านั่นคือคริสตจักรทั้งสิ้น

นิมิตของอิสยาห์บุตรอามอส ซึ่งท่านได้เห็นเกี่ยวกับยูดาห์และเยรูซาเล็มในรัชกาลของอุสซียาห์ โยธาม อาหัส และเฮเซคียาห์ กษัตริย์แห่งยูดาห์ จงฟังเถิด ฟ้าสวรรค์ และจงเงี่ยหูเถิด แผ่นดินโลก เพราะพระยาห์เวห์ได้ตรัสแล้วว่า เราได้เลี้ยงดูและชุบเลี้ยงบุตรทั้งหลาย แต่เขาทั้งหลายได้กบฏต่อเรา วัวรู้จักเจ้าของของมัน และลาก็รู้จักรางหญ้าของนายมัน แต่อิสราเอลไม่รู้จัก ประชากรของเราไม่พิจารณา โอ ประชาชาติที่เป็นบาป ชนชาติที่แบกความชั่วช้าไว้หนัก เชื้อสายของคนทำความชั่ว บุตรทั้งหลายที่ประพฤติเสื่อมทราม เขาทั้งหลายได้ละทิ้งพระยาห์เวห์ ได้ยั่วพระผู้บริสุทธิ์แห่งอิสราเอลให้กริ้ว เขาทั้งหลายได้หันหนีถอยไปเสียแล้ว ไฉนเจ้าทั้งหลายยังจะถูกโบยตีอีกเล่า เจ้าทั้งหลายก็จะกบฏยิ่งขึ้นไปอีก ศีรษะทั้งสิ้นก็ป่วย และใจทั้งสิ้นก็อ่อนระโหย อิสยาห์ 1:1–5

ประชาชาติที่เปี่ยมด้วยบาปนั้นเจ็บป่วย และได้ล่วงเลยเวลาที่จะมีการเยียวยาใด ๆ ซึ่งจะเปลี่ยนแปลงจิตใจและความคิดของเธอได้ อิสยาห์ชี้ว่าเหล่าคนขี้เมาได้ออกนอกทางไปแล้ว และเยเรมีย์ระบุว่าทางนั้นคือ “วิถีโบราณ” เมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ฝนชุกปลายฤดูได้เริ่มตกลงมา และเยเรมีย์ระบุว่า เมื่อเราเดินในวิถีโบราณ ซึ่งเป็น “ทาง” ที่เหล่าคนขี้เมาได้ออกนอกไปนั้น เราก็จะพบการพักสงบของฝนชุกปลายฤดูที่เหลืออยู่

พระยาห์เวห์ตรัสดังนี้ว่า “จงยืนอยู่ที่หนทางทั้งหลาย และมองดู และถามหาวิถีโบราณ ว่าทางดีอยู่ที่ไหน และจงดำเนินในทางนั้น แล้วเจ้าจะพบความสงบพักสำหรับจิตวิญญาณของเจ้า แต่พวกเขากล่าวว่า ‘เราจะไม่ดำเนินในทางนั้น’ ทั้งเราได้ตั้งยามเฝ้าไว้เหนือเจ้า โดยกล่าวว่า ‘จงฟังเสียงแตรเถิด’ แต่พวกเขากล่าวว่า ‘เราจะไม่ฟัง’ เพราะฉะนั้น บรรดาประชาชาติทั้งหลาย จงฟัง และโอ ชุมนุมชนเอ๋ย จงรู้ว่าอะไรอยู่ท่ามกลางพวกเขา แผ่นดินโลกเอ๋ย จงฟัง ดูเถิด เราจะนำความพินาศมาสู่ชนชาตินี้ คือผลแห่งความคิดของพวกเขา เพราะพวกเขามิได้ฟังถ้อยคำของเรา หรือบัญญัติของเรา แต่ได้ปฏิเสธมัน” เยเรมีย์ 6:16–19

บรรดาคนขี้เมาแห่งเอฟราอิมได้หลงออกจากทางในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 และได้หัน “ถอยหลังกลับ” ไปแล้วในปี ค.ศ. 1863 เมื่อพวกเขาได้ริเริ่มกระบวนการปฏิเสธ “ทางเก่า” ทั้งหลาย การหยุดพักและความชุ่มชื่นแห่งฝนปลายฤดูนั้นพบได้ใน “ทางเก่า” และฝนนั้นก็ได้เริ่มต้นขึ้นในเวลาเดียวกันกับที่ได้มีการประกาศ “วิบัติ” แก่พวกเขา “วิบัติ” ประการที่สามของอิสลามนั้นเป็นสิ่งที่มองไม่ออกสำหรับมงกุฎแห่งความเย่อหยิ่งของเอฟราอิม เพราะพวกเขาได้ปฏิเสธความจริงพื้นฐานต่าง ๆ ที่ชี้บ่งบทบาทของอิสลามในคำพยากรณ์มาโดยลำดับ เยเรมีย์ระบุว่าในเวลานั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าได้ทรงยกผู้เฝ้ายามขึ้น ซึ่งก็คือผู้เฝ้ายามของฮาบากุก และพวกเขาได้ประกาศแก่บรรดาคนขี้เมาแห่งเอฟราอิมในการสงครามที่ประตูเมืองว่า พวกเขาจำเป็นต้องเงี่ยหูฟังเสียงแตรนั้น “วิบัติ” ประการที่สามซึ่งมาถึงในวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 คือแตรใบที่เจ็ด

อิสยาห์ชี้ให้เห็นว่า “เขาทั้งหลายหลงไปเพราะสุรา; เขาพลาดในนิมิต, เขาสะดุดในการพิพากษา. เพราะโต๊ะทั้งสิ้นเต็มไปด้วยอาเจียนและโสโครก, จนไม่มีที่ใดสะอาดเลย” โต๊ะเทียมซึ่งถูกนำเข้ามาในปี 1863 ซึ่งได้ตัด “เจ็ดเวลา” ออกไป และจำเป็นต้องมีเอกสารอธิบายประกอบนั้น เป็นตัวแทนของของปลอมเลียนแบบโต๊ะศักดิ์สิทธิ์สองโต๊ะของฮาบากุก แต่ “โต๊ะ” เทียมที่พวกคนเมาใช้กลับเต็มไปด้วยอาเจียน และพวกเขาก็พลาดในนิมิต ยามเฝ้าของฮาบากุกและเยเรมีย์ได้รับคำสั่งว่า ในการโต้แย้งเรื่องระเบียบวิธีนั้น พวกเขาจะต้องเขียน “นิมิต” ลงบน “โต๊ะ” แต่โต๊ะเทียมของพวกคนเมากลับนำเสนอนิมิตที่ผิดพลาด.

เมื่อปราศจากนิมิต ประชาชนก็พินาศ; แต่ผู้ใดรักษาธรรมบัญญัติ ผู้นั้นเป็นสุข สุภาษิต 29:18

คนขี้เมาแห่งเอฟราอิมได้ปฏิเสธพระราชบัญญัติของพระเจ้า แต่บริบทของ “การโต้แย้ง” ของการสู้รบที่ประตูเมืองนั้น คือพระราชบัญญัติแห่งคำพยากรณ์ของพระเจ้า ดังที่เป็นตัวแทนโดยระเบียบวิธีที่ได้รับการสถาปนาไว้ในขบวนการของทูตสวรรค์องค์ที่หนึ่งและองค์ที่สาม ครั้นเมื่ออิสยาห์ได้วางฉากไว้แล้วในแปดข้อแรกของบทที่ยี่สิบแปด เขาจึงระบุระเบียบวิธีนั้นว่าเป็นฝนชุกปลายฤดู และระบุโดยเฉพาะว่าคนขี้เม้าเหล่านั้นคือ “คนช่างเยาะเย้ย ผู้ครอบครอง” “ในเยรูซาเล็ม”

พระองค์จะทรงสอนความรู้แก่ผู้ใด? และจะทรงกระทำให้ผู้ใดเข้าใจหลักคำสอน? คือแก่บรรดาผู้ที่หย่านมแล้ว และถูกพรากจากอกนมแล้ว เพราะว่าต้องเป็นข้อบัญญัติซ้อนข้อบัญญัติ ข้อบัญญัติซ้อนข้อบัญญัติ บรรทัดซ้อนบรรทัด บรรทัดซ้อนบรรทัด ที่นี่นิด ที่นั่นหน่อย เพราะพระองค์จะตรัสกับชนชาตินี้ด้วยริมฝีปากที่พูดตะกุกตะกัก และด้วยภาษาอื่น พระองค์ได้ตรัสแก่เขาทั้งหลายว่า “นี่แหละเป็นที่พัก ซึ่งเจ้าจะให้ผู้เหน็ดเหนื่อยได้พัก และนี่แหละเป็นความสดชื่น” แต่เขาทั้งหลายไม่ยอมฟัง แต่พระวจนะของพระยาห์เวห์ได้เป็นแก่เขาทั้งหลายดังนี้ คือ ข้อบัญญัติซ้อนข้อบัญญัติ ข้อบัญญัติซ้อนข้อบัญญัติ บรรทัดซ้อนบรรทัด บรรทัดซ้อนบรรทัด ที่นี่นิด ที่นั่นหน่อย เพื่อว่าเขาทั้งหลายจะได้เดินไป แล้วหงายหลังล้มลง และถูกทำให้แตกหัก และติดบ่วง และถูกจับไป เหตุฉะนั้น พวกท่านผู้เป็นคนเยาะเย้ย ผู้ครอบครองชนชาตินี้ซึ่งอยู่ในกรุงเยรูซาเล็มเอ๋ย จงฟังพระวจนะของพระยาห์เวห์ เพราะท่านทั้งหลายได้กล่าวว่า “เราได้ทำพันธสัญญาไว้กับความตาย และเรามีข้อตกลงกับแดนผู้ตายแล้ว เมื่อแส้เฆี่ยนท่วมล้นผ่านเข้ามา มันจะไม่มาถึงเรา เพราะเราได้ทำให้คำมุสาเป็นที่ลี้ภัยของเรา และเราได้ซ่อนตัวของเราไว้ใต้ความเท็จ” เพราะฉะนั้น พระยาห์เวห์องค์เจ้านายตรัสดังนี้ว่า “ดูเถิด เราวางศิลาก้อนหนึ่งไว้ในศิโยนเป็นรากฐาน เป็นศิลาที่ผ่านการทดลองแล้ว เป็นศิลามุมเอกอันล้ำค่า เป็นรากฐานที่มั่นคง ผู้ใดที่เชื่อจะไม่รีบร้อน การพิพากษา เราจะวางไว้ตามสายวัด และความชอบธรรมตามลูกดิ่ง และลูกเห็บจะกวาดพาที่ลี้ภัยแห่งคำมุสาไปเสีย และน้ำจะท่วมที่ซ่อนนั้น และพันธสัญญาของเจ้าทั้งหลายกับความตายจะถูกลบล้าง และข้อตกลงของเจ้าทั้งหลายกับแดนผู้ตายจะไม่ตั้งมั่น เมื่อแส้เฆี่ยนท่วมล้นผ่านเข้ามา เมื่อนั้นเจ้าทั้งหลายจะถูกมันเหยียบย่ำลง” อิสยาห์ 28:9–18

“การโต้แย้ง” ในที่นี้ถูกนิยามไว้ในถ้อยคำว่า “พระองค์จะทรงสอนความรู้แก่ผู้ใด? และจะทรงกระทำให้ผู้ใดเข้าใจหลักคำสอน?” คำว่า “ผู้ใด” มุ่งไปยังบรรดาศิษย์ที่เป็นไปได้ แต่ประเด็นของเรื่องอยู่ที่การเข้าใจหลักคำสอน ซึ่งก็คือความรู้ เมื่อหนังสือดาเนียลถูกเปิดผนึก ก็มีความรู้เพิ่มพูนขึ้น ซึ่งเป็นตัวแทนของความเข้าใจที่เพิ่มขึ้นในความจริงแห่งพระวจนะของพระเจ้า คำว่า “หลักคำสอน” หมายถึงชุดของความเชื่อ หลักการ คำสอน หรือกฎเกณฑ์ที่ประกอบกันขึ้นเป็นระบบความคิดเฉพาะอย่างหนึ่งหรือเป็นองค์ความรู้ เพื่อจะเข้าใจ “หลักคำสอน” ตามพระคัมภีร์ จึงจำเป็นต้องมีระเบียบวิธีตามพระคัมภีร์ในการก่อรูปองค์ความรู้นั้น

วิธีวิทยานี้ถูกระบุว่าเป็น “ต้องมีบัญญัติซ้อนบัญญัติ บัญญัติซ้อนบัญญัติ; บรรทัดซ้อนบรรทัด บรรทัดซ้อนบรรทัด; ที่นี่นิด และที่นั่นหน่อย” วิธีวิทยาที่ชี้ระบุวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ว่าเป็นการมาถึงของ “วิบัติ” ที่สามนั้น ตั้งอยู่บนหลักการของการนำเส้นคำพยากรณ์ของ “วิบัติ” ที่หนึ่งมารวมเข้ากับเส้นคำพยากรณ์ของ “วิบัติ” ที่สอง ซึ่งเป็นพยานสองปากของเส้นแห่ง “วิบัติ” ที่สาม วิธีวิทยานั้นคือบททดสอบแห่ง “การโต้แย้ง” ซึ่งก่อให้เกิดผู้นมัสการสองจำพวก เพราะว่า “พระวจนะของพระยาห์เวห์เป็นแก่เขาทั้งหลายว่า บัญญัติซ้อนบัญญัติ บัญญัติซ้อนบัญญัติ; บรรทัดซ้อนบรรทัด บรรทัดซ้อนบรรทัด; ที่นี่นิด และที่นั่นหน่อย; เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เดินไป และหงายหลังล้มลง และแตกหัก และติดบ่วง และถูกจับไป”

การสะดุดล้มทั้งห้าประการของคนมักเยาะเย้ยผู้ปกครองกรุงเยรูซาเล็ม เป็นภาพแทนหญิงพรหมจารีเขลาทั้งห้าคน ระเบียบวิธีนี้เห็นได้ชัดว่าเป็นบททดสอบ เพราะคนขี้เมาแห่งเอฟราอิมได้ปฏิเสธทางเก่าของเยเรมีย์ ไม่ยอมฟังคำเตือนด้วยเสียงแตรของยามเฝ้า ผลิตโต๊ะปลอมขึ้น และทำพันธสัญญากับความตาย; ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ผู้ที่สวมมงกุฎของพระยาห์เวห์จอมโยธาในการศึกที่ประตูกำลังทำพันธสัญญาแห่งชีวิต

เมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 ฝนปลายฤดู ซึ่งคือการพักสงบและการชูใจให้สดชื่น ได้เริ่มตกลงมา และการประทับตราคนหนึ่งแสนสี่หมื่นสี่พันก็ได้เริ่มต้นขึ้น การนี้ได้เริ่มการถกเถียงเกี่ยวกับวิธีการของบรรดาคนเมาแห่งเอฟราอิม และวิธีการซึ่งผู้สื่อสารแบบเอลียาห์เป็นตัวแทน “คนเป็นอันมาก” จะล้มลงพร้อมกับบรรดาคนเมา แต่คนส่วนน้อยที่จะได้รับการทรงเลือกนั้น คือบรรดาผู้ที่รอคอยพระเจ้า

เพราะพระเยโฮวาห์ได้ตรัสแก่ข้าพเจ้าด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ และทรงกำชับข้าพเจ้ามิให้ดำเนินในทางของชนชาตินี้ ตรัสว่า “อย่าเรียกว่า ‘การสมคบคิด’ แก่ทุกสิ่งซึ่งชนชาตินี้เรียกว่า ‘การสมคบคิด’ และอย่ากลัวสิ่งที่เขาทั้งหลายกลัว ทั้งอย่าครั่นคร้าม พระเยโฮวาห์จอมโยธา—พระองค์นั้นเอง—ท่านทั้งหลายจงถือว่าทรงบริสุทธิ์ และให้พระองค์ทรงเป็นความยำเกรงของท่าน และให้พระองค์ทรงเป็นความครั่นคร้ามของท่าน แล้วพระองค์จะทรงเป็นสถานนมัสการบริสุทธิ์ แต่จะทรงเป็นศิลาที่ทำให้สะดุด และเป็นหินผาที่ทำให้ล้มลงแก่ทั้งสองวงศ์วานของอิสราเอล เป็นกับดักและเป็นบ่วงแก่ชาวเยรูซาเล็ม และคนเป็นอันมากท่ามกลางพวกเขาจะสะดุด และล้มลง และแตกหัก และติดบ่วง และถูกจับไป จงมัดคำพยานไว้ จงประทับตราธรรมบัญญัติไว้ท่ามกลางเหล่าสาวกของเรา และข้าพเจ้าจะคอยพระเยโฮวาห์ ผู้ทรงซ่อนพระพักตร์ของพระองค์จากวงศ์วานของยาโคบ และข้าพเจ้าจะเฝ้าคอยพระองค์” อิสยาห์ 8:8–17

แน่นอนที่สุด อิสยาห์ย่อมสอดคล้องกับถ้อยคำของตนเอง ดังนั้น คนเป็นอันมากที่ล้มลงในบทที่ยี่สิบแปด จึงเป็นคนกลุ่มเดียวกันกับผู้ที่ล้มลงในบทที่แปด ในบทที่แปด เราพบว่าการล้มลงของพวกเขาเกิดขึ้นในเวลาแห่งการผนึก ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 คำเตือนในบทที่แปดคืออย่าดำเนินใน “ทาง” ของชนชาตินี้ เพราะพวกเขาคือผู้ที่ปฏิเสธที่จะดำเนินในทางของเยเรมีย์ คือวิถีโบราณ ซึ่งเป็นที่ตั้งอยู่ของข่าวสารฝนปลายฤดู ผู้ที่ล้มลงในบทที่แปด คือผู้ที่ไว้วางใจในสมาพันธ์ ซึ่งเป็นตัวแทนของเหล้าองุ่นพิเศษแห่งบาบิโลน อันเป็นสัญลักษณ์ของสมาพันธ์ระหว่างคริสตจักรกับรัฐ เพื่อจุดประสงค์ในการต่อต้านผู้ที่ถูกถือว่าเป็นพวกนอกรีต สิ่งที่ทำให้พวกเขาสะดุดในบทที่แปด คือศิลาสะดุด อันเป็นสัญลักษณ์ของการปฏิเสธความจริงพื้นฐานเป็นครั้งแรกที่สุดในปี ค.ศ. 1863 คือ “เจ็ดเวลา” แห่งเลวีนิติ บทที่ยี่สิบหก ซึ่งถูกปฏิเสธโดย “ช่างก่อสร้าง” ในปี ค.ศ. 1863 ในการปฏิเสธนั้น พวกเขาได้หวนกลับไปสู่วิธีการแบบโปรเตสแตนต์ผู้ละทิ้งความเชื่อ เพื่อปฏิเสธข่าวสารที่ทูตสวรรค์ได้มอบแก่ William Miller.

ในบทที่ยี่สิบแปด การปฏิเสธศิลาก่อให้เกิดการพิพากษาแห่งแส้เฆี่ยนท่วมล้น ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ตามพระคัมภีร์ของเครื่องหมายของสัตว์ร้ายที่เริ่มต้นขึ้น ณ กฎหมายวันอาทิตย์ในสหรัฐอเมริกา แล้วจึงไหลบ่าท่วมโลกทั้งสิ้น ในเวลาของกฎหมายวันอาทิตย์ พันธสัญญาที่คริสตจักรแอ๊ดเวนตีสได้กระทำไว้กับ “ความตาย” และ “แดนมรณา” จะถูกกวาดล้างไป ในการกวาดล้างพันธสัญญากับความตายของพวกคนเมาแห่งเอฟราอิมนั้น “ที่ลี้ภัยแห่งคำมุสา” ของพวกเขาจะถูกกำจัดเสียด้วย “ที่ลี้ภัยแห่งคำมุสา” นี้ อัครทูตเปาโลได้แสดงว่าเป็นคำมุสาที่นำมาซึ่งความลุ่มหลงอย่างแรงกล้า และความลุ่มหลงอย่างแรงกล้าที่ถูกเทลงเหนือคนช่างเยาะเย้ยซึ่งครอบครองเยรูซาเล็มนั้น เป็นการตอบสนองต่อความเกลียดชังความจริงของพวกเขา

แม้ผู้นั้น ผู้ซึ่งการมาของเขาเป็นไปตามการกระทำของซาตาน พร้อมด้วยฤทธิ์เดช เครื่องหมายสำคัญ และการอัศจรรย์อันเท็จทั้งสิ้น และด้วยอุบายหลอกลวงแห่งความอธรรมทุกรูปแบบในบรรดาผู้ที่กำลังพินาศ เพราะเขาทั้งหลายมิได้รับความรักในความจริง เพื่อเขาทั้งหลายจะได้รับความรอด และเพราะเหตุนี้ พระเจ้าจึงจะทรงส่งความลุ่มหลงอันแรงกล้ามาเหนือเขาทั้งหลาย เพื่อเขาทั้งหลายจะได้เชื่อคำมุสา เพื่อว่าคนทั้งปวงที่มิได้เชื่อความจริง แต่กลับยินดีในความอธรรม จะถูกพิพากษาลงโทษ แต่เราจำต้องขอบพระคุณพระเจ้าเพื่อท่านทั้งหลายอยู่เสมอ พี่น้องผู้เป็นที่รักขององค์พระผู้เป็นเจ้า เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงเลือกท่านทั้งหลายไว้ตั้งแต่ปฐมกาลเพื่อความรอด โดยการชำระให้บริสุทธิ์โดยพระวิญญาณและโดยความเชื่อในความจริง พระองค์ได้ทรงเรียกท่านทั้งหลายให้มาถึงสิ่งนั้นโดยข่าวประเสริฐของเรา เพื่อให้ได้รับพระสิริของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา ฉะนั้น พี่น้องทั้งหลาย จงตั้งมั่น และยึดถือคำสั่งสอนซึ่งท่านได้รับการสอนไว้แล้ว ไม่ว่าจะโดยวาจา หรือโดยจดหมายของเรา 2 เธสะโลนิกา 2:9–15

“ที่ลี้ภัยแห่งความมุสา” ซึ่งก่อให้เกิด “ความลุ่มหลงอย่างแรงกล้า” ในที่สุดก็นำมาซึ่งการลงโทษของกฎหมายวันอาทิตย์ที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้า อัครทูตเปาโลระบุถึงชนชั้นหนึ่งซึ่งไม่รักความจริง และอีกชนชั้นหนึ่งซึ่งได้รับการชำระให้บริสุทธิ์โดยความจริง ดังนั้นจึงอ้างถึงคนสองจำพวกในการโต้แย้งในพระธรรมฮาบากุก บทที่สอง ในบทที่ยี่สิบเก้า อิสยาห์เริ่มต้นด้วยการกล่าวซ้ำคำว่า อารีเอล ซึ่งเป็นอีกชื่อหนึ่งของกรุงเยรูซาเล็ม.

วิบัติแก่อาริเอล แก่อาริเอล เมืองซึ่งดาวิดอาศัยอยู่! จงเพิ่มปีต่อปีเข้าไปเถิด ให้เขาทั้งหลายฆ่าสัตวบูชาเถิด อิสยาห์ 29:1

การกล่าวซ้ำเชิงสัญลักษณ์ของ “Ariel” (นครเยรูซาเล็ม) ถูกกล่าวโทษอีกครั้งด้วยคำว่า “วิบัติ” การฆ่าเครื่องสัตวบูชาจาก “ปีต่อปี” เป็นภาพแทนของการกบฏที่ทวีขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งเริ่มต้นในปี 1863 ข้อพระคัมภีร์ต่อจากนั้นได้วางโครงร่างของการพิพากษาซึ่งจะเกิดขึ้นแก่คริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสในช่วงเวลาของวิกฤตกฎหมายวันอาทิตย์ ในข้อเก้า มีการระบุถึง “สิ่งน่าพิศวง” ประการหนึ่ง ซึ่งเน้นย้ำถึงข้อถกเถียงเรื่องระเบียบวิธี ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นสภาพแห่งการกบฏของแอ๊ดเวนติสม์ว่าเป็นองค์ประกอบหนึ่งของข่าวสารแห่งเสียงร้องเที่ยงคืน ซึ่งสัมพันธ์อยู่กับทูตสวรรค์องค์ที่สองด้วย ดังที่แสดงผ่านการกล่าวซ้ำของ “Ariel” ในข้อแรก.

จงหยุดนิ่งและประหลาดใจเถิด จงร้องออกมาและร้องเถิด เขาทั้งหลายเมา แต่ไม่ใช่ด้วยเหล้าองุ่น เขาโซเซ แต่ไม่ใช่ด้วยสุราแรง เพราะพระเยโฮวาห์ได้ทรงเทวิญญาณแห่งความหลับลึกลงเหนือท่านทั้งหลาย และได้ทรงปิดตาของท่าน คือบรรดาผู้พยากรณ์ และทรงคลุมบรรดาศีรษะของท่าน คือเหล่าผู้ทำนาย และนิมิตทั้งสิ้นได้กลายเป็นแก่ท่านทั้งหลายเหมือนถ้อยคำในหนังสือที่ผนึกไว้ ซึ่งคนทั้งหลายนำไปให้ผู้มีความรู้ โดยกล่าวว่า “ขอท่านโปรดอ่านสิ่งนี้เถิด” และเขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าอ่านไม่ได้ เพราะมันถูกผนึกไว้” และเมื่อหนังสือนั้นถูกนำไปให้ผู้ไม่มีความรู้ โดยกล่าวว่า “ขอท่านโปรดอ่านสิ่งนี้เถิด” เขากล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่มีความรู้” เพราะฉะนั้นองค์พระผู้เป็นเจ้าตรัสว่า “เพราะชนชาตินี้เข้ามาใกล้เราด้วยปากของเขา และให้เกียรติเราด้วยริมฝีปากของเขา แต่ใจของเขาอยู่ห่างไกลจากเรา และความยำเกรงที่เขามีต่อเรานั้นเป็นเพียงบัญญัติของมนุษย์ที่ถูกสั่งสอนกันมา เพราะฉะนั้น ดูเถิด เราจะกระทำการอัศจรรย์ท่ามกลางชนชาตินี้อีก คือการอัศจรรย์และความพิศวง เพราะสติปัญญาของบรรดาคนมีปัญญาของเขาจะพินาศไป และความเข้าใจของบรรดาคนรอบคอบของเขาจะถูกซ่อนไว้” อิสยาห์ 29:9–14

ในการ “โต้แย้ง” ที่ได้บันทึกไว้ในบทที่ยี่สิบเจ็ด และซึ่งเป็นตัวแทนของข้อโต้แย้งระหว่างวิธีวิทยาที่ถูกต้องกับวิธีวิทยาที่ผิดนั้น ความมึนเมาของบรรดาคนอวดดีผู้ปกครองกรุงเยรูซาเล็มถูกระบุว่าเป็นความตาบอดที่ขัดขวางมิให้ผู้นำของแอ๊ดเวนตีสม์เข้าใจหนังสือที่ถูกผนึกไว้ หนังสือดาเนียลและวิวรณ์เป็นหนังสือเล่มเดียวกัน และส่วนของหนังสือที่ถูกเปิดผนึกในช่วงก่อนที่เวลาแห่งพระคุณจะสิ้นสุดลงก็คือ การสำแดงของพระเยซูคริสต์ ซึ่งรวมถึงปริศนาของ “องค์ที่แปดซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ด” ด้วย สิ่งนี้ถูกแทนไว้โดย “ความลับ” ที่ดาเนียลได้รับให้เข้าใจในบทที่สอง มันคือ “ประวัติศาสตร์ที่ซ่อนเร้น” ของฟ้าร้องทั้งเจ็ด เป็นข่าวสารเรื่องอิสลามของ “วิบัติ” ประการที่สาม และเป็นข่าวสารของ “เสียงร้องเวลาเที่ยงคืน”

หนังสือเล่มเดียวของดาเนียลและวิวรณ์นั้น ถูกมอบให้แก่ผู้ที่ได้รับการแทนโดยสภาแซนเฮดรินในสมัยของพระคริสต์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของระบบผู้นำที่อ้างตนว่าธำรงและพิทักษ์ความจริงของพระเจ้า แต่ในท้ายที่สุดกลับมีส่วนร่วมในการตรึงกางเขนองค์ความจริงนั้นเอง ระบบซึ่งสภาแซนเฮดรินเป็นแบบอย่างนั้น คือเหล่าคนช่างเยาะเย้ยที่ครอบครองเยรูซาเล็ม หนังสือที่ถูกผนึกนั้นถูกมอบให้แก่พวกเขา และคำตอบอันโดดเด่น เปี่ยมการศึกษา และเป็นเชิงวิชาการของพวกเขาต่อความหมายของหนังสือนั้นก็คือ พวกเขาอ่านไม่ได้ เพราะหนังสือนั้นถูกผนึกไว้ แล้วฝูงแกะที่ได้รับการฝึกให้ติดตามเฉพาะผู้ที่ถูกแยกตั้งไว้เป็นผู้นำเท่านั้น ก็ได้รับหนังสือเล่มเดียวกันนั้น และคำตอบของพวกเขาก็คือ พวกเขาจะเข้าใจได้ก็ต่อเมื่อเหล่าคนช่างเยาะเย้ยที่ครอบครองเยรูซาเล็ม คือสภาแซนเฮดรินแห่งยุคสุดท้าย บอกแก่พวกเขาว่าหนังสือนั้นหมายความว่าอย่างไร

วิธีการตีความที่ได้ประทานแก่ William Miller และต่อมาแก่ Future for America นั้น เป็นหมุดหมายแห่งประวัติศาสตร์เชิงพยากรณ์ เป็นหมุดหมายที่ชี้ให้เห็นคำถามทดสอบซึ่งเกี่ยวข้องกับชีวิตและความตาย หากปราศจากวิธีการที่ถูกต้อง ข่าวสารแห่งฝนชุกปลายย่อมเป็น “ดุจถ้อยคำในหนังสือที่ปิดผนึกไว้” หากปราศจากข่าวสารแห่งฝนชุกปลาย ประสบการณ์ที่ข่าวสารนั้นก่อให้เกิดขึ้นย่อมเป็นสิ่งที่ไม่อาจได้มา วิธีการนั้นคือกระบวนการนำแนวคำพยากรณ์มาเทียบกับแนวคำพยากรณ์ จากตรงนี้ในพระคัมภีร์ และตรงนั้นในพระคัมภีร์ การถกเถียงเรื่องวิธีการได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อข่าวสารแรกได้รับการเสริมฤทธิ์ ทั้งในประวัติศาสตร์ช่วงเริ่มต้นและช่วงสิ้นสุดแห่งยุคสุดท้าย

ในประวัติช่วงเริ่มต้นของขบวนการมิลเลอไรต์ การโต้แย้งได้เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ. 1840 และได้เกิดซ้ำอีกครั้งในตอนปลายของประวัติศาสตร์นั้น ในช่วงเวลาที่ขบวนการมิลเลอไรต์แห่งฟีลาเดลเฟียเปลี่ยนผ่านไปสู่ขบวนการมิลเลอไรต์แห่งเลาดีเซีย การโต้แย้งนั้นได้เริ่มขึ้นอีกครั้งในประวัติของขบวนการเลาดีเซียของทูตสวรรค์องค์ที่สามเมื่อวันที่ 11 กันยายน ค.ศ. 2001 และได้เกิดซ้ำอีกครั้งในตอนปลายของขบวนการนั้น เมื่อขบวนการเลาดีเซียของทูตสวรรค์องค์ที่สามเปลี่ยนผ่านไปสู่ขบวนการฟีลาเดลเฟียของหนึ่งแสนสี่หมื่นสี่พันคน ในบททดสอบช่วงเริ่มต้นของพวกมิลเลอไรต์ และในบททดสอบช่วงปลายของพวกมิลเลอไรต์ บททดสอบนั้นถูกสำแดงผ่านระเบียบวิธีของผู้สื่อสารเอลียาห์ พระเยซู ในฐานะอัลฟาและโอเมกา ทรงสำแดงจุดจบโดยผ่านจุดเริ่มต้นอยู่เสมอ

วิธีการนำเสนอทีละบรรทัดซ้อนทับกันนั้น เป็นสิ่งที่บัดนี้เราจะนำมาใช้ ขณะที่เราหยิบยกการพิจารณาของเราเกี่ยวกับพระธรรมดาเนียล บทที่สี่และห้า ขึ้นในบทความถัดไป

“ไม่มีผู้ใดมีข่าวสารที่แท้จริงในการกำหนดเวลาเมื่อพระคริสต์จะเสด็จมาหรือจะไม่เสด็จมา จงมั่นใจเถิดว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงมอบอำนาจแก่ผู้ใดให้กล่าวว่าพระคริสต์ทรงชะลอการเสด็จมาของพระองค์ออกไปห้าปี สิบปี หรือยี่สิบปี ‘เหตุฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเตรียมพร้อมไว้ด้วย เพราะในโมงที่ท่านไม่คาดคิดนั้น บุตรมนุษย์จะเสด็จมา’ (Matthew 24:44) นี่คือข่าวสารของเรา เป็นข่าวสารนั้นเองที่ทูตสวรรค์สามองค์ซึ่งบินอยู่กลางท้องฟ้ากำลังประกาศอยู่ งานที่ต้องกระทำในบัดนี้คือการเปล่งเสียงข่าวสารแห่งพระเมตตาครั้งสุดท้ายนี้แก่โลกที่ล้มลงในบาป ชีวิตใหม่กำลังมาจากสวรรค์และเข้าครอบครองประชากรทั้งปวงของพระเจ้า แต่การแตกแยกจะเกิดขึ้นในคริสตจักร สองฝ่ายจะก่อรูปขึ้น ข้าวสาลีกับข้าวละมานเติบโตขึ้นด้วยกันจนถึงฤดูเก็บเกี่ยว”

“งานนั้นจะลึกซึ้งยิ่งขึ้นและเข้มข้นจริงจังยิ่งขึ้นจนถึงวาระสุดท้ายแห่งกาลเวลา และบรรดาผู้ที่เป็นผู้ร่วมงานกับพระเจ้าทั้งปวงจะต่อสู้อย่างสุดกำลังเพื่อความเชื่อซึ่งได้ทรงมอบไว้แก่บรรดาวิสุทธิชนครั้งเดียวแล้ว พวกเขาจะไม่ถูกชักจูงให้หันเหไปจากข่าวสารสำหรับปัจจุบัน ซึ่งบัดนี้กำลังส่องสว่างไปทั่วแผ่นดินโลกด้วยพระสิริของข่าวสารนั้น ไม่มีสิ่งใดควรค่าแก่การต่อสู้เลย นอกจากพระสิริของพระเจ้า ศิลาที่จะยืนหยัดมั่นคงได้มีเพียงศิลาแห่งยุคสมัยเท่านั้น ความจริงตามที่มีอยู่ในพระเยซูทรงเป็นที่ลี้ภัยในวันเวลาแห่งความหลงผิดเหล่านี้….”

“คำพยากรณ์ได้กำลังสำเร็จตามลำดับบรรทัดแล้วบรรทัดเล่า ยิ่งเรายืนหยัดมั่นคงอยู่ใต้ธงแห่งข่าวสารของทูตสวรรค์องค์ที่สามมากเพียงใด เราก็จะยิ่งเข้าใจคำพยากรณ์ของดาเนียลได้ชัดเจนมากเพียงนั้น เพราะพระธรรมวิวรณ์เป็นภาคเสริมของดาเนียล ยิ่งเรายอมรับความสว่างที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสำแดงผ่านผู้รับใช้ที่ถวายตนแด่พระเจ้ามากเพียงใด ความจริงแห่งคำพยากรณ์โบราณก็จะปรากฏลึกซึ้งและมั่นคงแน่นอนยิ่งขึ้น เที่ยงแท้ดุจพระที่นั่งอันเป็นนิตย์ และเราจะมั่นใจว่าบรรดาคนของพระเจ้าได้กล่าวไปตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงดลใจพวกเขา มนุษย์เองจะต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลของพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงจะเข้าใจพระดำรัสของพระวิญญาณที่ตรัสผ่านบรรดาผู้เผยพระวจนะ ข่าวสารเหล่านี้มิได้ประทานแก่ผู้ที่กล่าวคำพยากรณ์นั้น แต่ประทานแก่พวกเราผู้กำลังมีชีวิตอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์แห่งความสำเร็จของคำพยากรณ์เหล่านั้น”

“ข้าพเจ้าคงไม่รู้สึกว่าตนสามารถนำเสนอสิ่งเหล่านี้ได้ หากองค์พระผู้เป็นเจ้ามิได้ทรงมอบหมายงานนี้ให้ข้าพเจ้าทำ ยังมีผู้อื่นอีกนอกจากท่าน และมิใช่เพียงหนึ่งหรือสองคน ที่เช่นเดียวกับท่าน คิดว่าตนมีความสว่างใหม่ และพร้อมอย่างยิ่งที่จะนำเสนอแก่ประชาชน แต่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้ามากกว่าสำหรับพวกเขาที่จะยอมรับความสว่างซึ่งได้ประทานไว้แล้ว และดำเนินอยู่ในความสว่างนั้น และตั้งความเชื่อของตนอยู่บนพระคัมภีร์ ซึ่งค้ำจุนจุดยืนที่ประชากรของพระเจ้าได้ยึดถือมาหลายปี ข่าวประเสริฐนิรันดร์จะต้องได้รับการประกาศโดยผู้รับใช้ที่เป็นมนุษย์ เราจะต้องเปล่งสารของทูตสวรรค์ ซึ่งทรงแสดงไว้ว่าโบยบินอยู่กลางฟ้า พร้อมด้วยคำเตือนสุดท้ายแก่โลกที่ล้มลงแล้ว หากเราไม่ได้รับการทรงเรียกให้พยากรณ์ เราก็ได้รับการทรงเรียกให้เชื่อคำพยากรณ์ทั้งหลาย และให้ร่วมมือกับพระเจ้าในการนำความสว่างไปสู่จิตใจของผู้อื่น นี่คือสิ่งที่เรากำลังพยายามกระทำ” Selected Messages, book 2, 113, 114.